ตรึม
(คำเตือน :ไดวันนี้ดุจดั่งกำแพงเมืองจีน )
จำไม่ได้ หายไปนานจนเป็นปกติวิสัย
แต่คราวนี้แปลกกว่าเดิมไม่ได้แม้กระทั่ง
ตามไปเม้นไดใครเท่าไหร่ แต่ยังแอบแวบ
ไปส่องอย่างไม่ขาดตอน เพียงแต่ไม่ได้อ่าน
แบบบละเอียดเท่านั้น ...
อากาศ ณ ตอนนี้ที่ลอนดอนก็ท้องฟ้าแจ่มดี
ถึงแม้จะร้อนๆหนาวๆ และมีฝนประปราย
ช่วงอาทิตย์ที่แล้วหิมะตกสองสามวันติด
แต่ก็แค่ปรอยๆแทนฝนเท่านั้น ไม่ได้ตกแบบ
ขาวโพลนไปทั้งถนน ตกแค่ให้ถนนลื่นๆ
เดินหกล้มกันหัวแตกๆไปซะนั้น ....
แต่ตอนนี้ก็แดดออกกลางวันยาวนาน
ไปจนถึงทุ่มสองทุ่มเป็นสัญญาณแห่งการ
ปรับเวลาซะที ดังนั้นเราเสียเวลาไปฟรีๆ
หนึ่งชั่วโมงเต็ม
1. approaches to what?
งานโชว์ในแกลเลอรี่ครั้งแรกให้ชีวิตจบลงด้วย
ประสบการณ์ที่ดีมากถึงมากที่สุด ถึงแม้ว่ามันจะ
pain (in the ass) ไปบ้างแต่ก็เยี่ยม ทั้งในเชิง
การคิวเรทงานอาร์ตจริงๆที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เรื่องโง่ๆที่มาเป็นประเด็น เรื่องใหญ่ที่ไม่มีความ
สำคัญ ปรับตัวกันไป ผลตอบรับดีมาก (กล้าพู๊ด )
เหนื่อยกันมาเป็นเดือนๆเพื่องานนี้งานเดียว
my work just hidden behind Mark's stair sculpture
บรรยากาศในการคิวเรตงาน
Rodney's paper installation
งานโดยพื้นฐานนี่เล่นเรื่องการล้มล้างความคิด
ในของสิ่งนึงให้มาเป็นอีกสิ่งนึงที่เต็มไปด้วย
ความขำแบบกัดจิกเหน็บแนมที่คนที่นี่เรียกว่า
Ironic sense of humor งานอันเก่าใช้ตึกเดียว
คือ battersea power station ซึ่งค่อนข้าง critical
มากในสังคมลอนดอน เพราะเป็นตึกอิฐที่ใหญ่ที่สุด
ในยุโรปสร้างขึ้นเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้คนมากมาย
แต่พอเลิกใช้ถ่านหินหันมาใช้พลังงานทาง
ธรรมชาติอย่างอื่นแทนมันก็เลยถูกปิดตัวลง
เหมือนกับคนงานเหมืองที่ตกงานกันเป็นแถบๆ
แบบในเรื่อง billy elliot ยุคเดียวกันเด๊ะ
ตึกนี้ก็อารมณ์เดียวกับ bank side power station
ซึ่งถูกปิดเช่นกัน แต่อันนั้นถูกเปลี่ยนเป็น
Tate modern gallery ซึ่งรู้กันรึเปล่าว่าตึกเทดนี่
มีคนเข้าออกเยอะที่สุดในอังกฤษเลยทีเดียว
ในทางกลับกัน battersea ถูกทิ้งร้างมานานมาก
มีพวกนักพัฒนาพยายามมาเทคโอเว่อหลายครั้ง
แต่ด้วยความใหญ่อลังการของมันทำให้ไม่มี
ใครจบโปรเจ็คนี้ได้เพราะปัญหาด้านเงินทุน ทั้งที่
โปรเจ็คที่โพรโพสมาก็น่าสนใจทั้งนั้น มีอันนึงเป็น
สวนสนุก ตอนนี้มีคนจับมันมาทำอย่างจริงจัง
หวังว่าจะจริงจัง เพราะที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้ตลอด
ก็คงจะเป็นที่พักอาศัยมีชอปปิ้งมอลประมาณนั้น
คนลอนดอนก็รอดูอยู่ .... จบ
เอางานให้ดูแบบภาพนิ่งๆไปก่อน
ภาพเคลื่อนไหวคงเหนื่อยว่าจะโหลดได้
the crit was opened for public comments
nearly 100 outsiders turned up : )
ก็เลยเอาสองตึกนี้มาวางเทียบกันในรูป มีโปรเจคชั่น
ของตัวเราไปบนรูปนั้น วิ่งไปวิ่งมา บ้าๆบอๆ ขำๆ
อาจารย์ (ดั๊กลาส ) บอกว่างานนี้ที่ขำเพราะว่าเป็น
Performance ของผู้ชายวิ่งเล่นไปมาแบบมันมากกะ
Masculine buildings คือเปนตึกแมนๆสองอัน
เป็น conflict ทางด้าน gender บางอย่างซึ่งความรู้สึก
ในเชิง sense ของสถานที่ถูกหักล้างไป ความตึงเครียด
ในเชิง historical restrain ถูกกำจัดไป นั่นไง ...
เป็นความขำที่อยู่ในหมวดหมู่ของ displacement
เป็นความขำจำพวกหนึ่ง ...หรูวป่าวล่ะ ดูฉลาดนะ
แต่โง่ๆพิกล แต่นี่แหละ หน้าที่ของ Artist ต่อสังคม
คือพยายาม critical กับของรอบกายแล้วโยนให้
คนในสังคมคิดต่อ คล้ายๆกับขายก๋วยเตี๋ยวต้องอร่อย
สะอาด รักงานบริการ แบบนั้น .....
Miriam's painting
งานเปิดวันแรก เค้าเรียกว่า private view คือ
สำหรับคนที่ได้รับเชิญเท่านั้น เป็นประเพณี
แต่ใครมาก็ให้เข้าแหละจริงๆแล้ว เพื่อนคนไทย
มาครบทุกคนอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ว่านะ เมาไปแล้ว
เหนื่อยมากใช้ชีวิตอยู่ในแกลเลอรี่อย่าง
ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันมาเกือบอาทิตย์
วิ่งล่อกจากที่ทำงานมาแกลเลอรี่ไปๆมาๆ
ปวดหัว จนวันเปิดทุกอย่างเซ็ท เปิดหกโมง
ไปผับตั้งแต่สี่โมง นั่งจนงานเปิด ยังไม่ลุกทั้งๆ
ที่เพื่อนไปหมดแล้วนั่งกะมาร์คสองคนจน
ปอนด์เพื่อนคนไทยมา ตอนนั้นเมาไปแล้ว
หลังจากโฮกๆ guiness ไปสามไพน์เท่านั้น
ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเวลาที่เหลือในคืนนั้น
เพื่อนคนไทยมากันเป็นสิบเลยไม่น่าเชื่อ
แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลยเพราะ (อย่างที่ทราบกันดี )
.... เมา
นี่งานของคอรินให้เจมส์ใส่ แล้วเดินไปเดินมา
คอรินนี่ที่เมือ่ก่อนอยู่ภาคเดียวกันแล้ว
ย้ายไป sculpture แต่ยังร่วมงานกันอยู่
ถ่ายกะสาวๆ
แกลเลอรี่เบ็ดเสร็จแล้วก็ปิดสามทุ่มกว่าๆ
ต่อผับเดิม (อังกิดกันสุดๆ ) สตีวี่ ลอร่า เพื่อน
ในภาคที่ไม่ได้โชว์งานก็มาร่วมงานด้วย เพราะ
งานของสองคนนี้ค่อนข้างจะ theatre ดังนั้น
Context ของแกลเลอรี่ไม่เหมาะกะงานเค้า
เพื่อนบางกอกกลับก่อน เพื่อนลอนดอนยังโฮกๆ
ต่อไป ....
with ไผ่กะน้องปอ
ปั้นกะเอมม่า
เม้า .. คนนั้นเบน
ไม่มีรูปเพื่อนผุ้ชายเลยแฮะ
เพราะสตีวี่ถือกล้องตลอด
สตีวี่กะแฮเหรียด
วันรุ่งขึ้นได้รับอีเมลจากอาจารย์เนื้อหามีอยู่ว่า
นิวมีคนจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นโทรมาทิ้งเบอร์
ไว้ที่รีเซฟชั่นของโรงเรียนว่าเค้าสนใจงานยู
ที่โชว์ที่แกลเลอรี่เมื่อวานอยากคุยด้วย โทรกลับเค้าด่วน
สรุป สัมพาดลงหนังสือพิมพ์ประจำเขต เพราะเค้าสนใจ
งานที่เกี่ยวกับตึกนั้น ไม่ได้เพราะความฉลาดของเราเต่
อย่างใด ... พออ่านก็แอบเซ็งๆนิดนึง ทั้งที่เพื่อนๆ
ตื่นเต้นกว่า (กรู ) อีก ....
tiny pic on the corner, but most of the article
is all the debate about my work and interview
แต่ที่ชอบที่สุดคือมีคนพยายามหาตัวเราในงาน
แล้วเดินมากอดจูบ (ลูบคลำ ) แสดงความยินดีแล้วก็
บอกว่างานยู witty มาก ขำมากมาบอกหลายคนอยู่
เลยแฮปปี้กันไป ...คงเป็นความสุขที่ทำให้คนอื่น
มีความสุขล่ะมั้ง ...........สาธุ
2. dada tada!
หลังจากที่พูดถึง tate modern gallery ที่เคยเป็น
แบงค์ไซด์พาวเว่อร์สเตชั่นไปแล้วด้านบนก็ขอไป
ซะหน่อย มีงานจากยุคเปลี่ยนของวงการศิลปะโลก
มาแสดง และเป็นหัวข้อที่เกี่ยวกับรีเสิชปริญาโท
สุดหรูว (คือเกี่ยวกับความขำจิกกัด ที่เกิดจากการ
ล้มล้างความรู้สึกเดิมๆในสิ่งนั้น ดูโง่ๆพิกล พี่น้อง
อย่าบอกแม่นะ ว่าเสียเงินเฉียดล้านมาให้เรียน
เรื่องไร้สาระอ่า )
ตีมหลักๆของงานนิทรรศการก็ไม่ซับซ้อนอะไร
เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของอาร์ตทิสสามคน
คือ Marcel Duchamp, Man Ray, Francis
Picabia ดูชอมกะพีคาเบียเจอกันที่ปารีสแล้ว
ก็ไปเจอกับแมนเรที่นิวยอร์ค แล้วก็เป็นเพื่อนกัน
ทั้งสามคนมีความสำคัญกับ art movement ครั้ง
สำคัญของโลกที่เรียกว่า Dadaism คือเป็นยุค
เปลี่ยนมุมมองของศิลปะ งานสำคัญของดูชอม
เช่นเอาโถฉี่มาเป็นงานศิลปะแล้วตั้งชื่อว่า fountain
หรือวาดหนวดบนรูปโมนาลิซ่า ดูไร้สาระพิกล
แต่มีปรัชญาเบื้องลึกอยู่ภายใน
ส่วนเพื่อนอีกคนแมนเรก็เริ่มทำ experiment
เกี่ยวกับการถ่ายภาพและก็ทำหนังด้วย คนนี้เคย
เป็นแฟนกะ Lee millers คือลีนี่เป็นนางแบบ
นักแสดง เป็นอาร์ตทิส ที่แบบติสแตกทีเดียว ส่วน
พิคาเบียนี่แนวเพ้นติ้งที่เจอกะดูชอมที่ปารีสเพราะสนใจ
งานเพ้นติ้งเหมือนๆกัน ส่วนตัวไม่ค่อยอินกับงานเพ้นติ้ง
ในยุคนี้เท่าไหร่เลยยากจะเข้าใจ ท้ายสุดสามคนนี้เป็นกลาย
เป็นเพื่อนกันจนวาระสุดท้ายของชีวิต
Marcel Duchamp
1953
Telegram
Knowing that Picabia was on his death bed,
Duchamp sent a telegram reading see you
soon, dear Francis He later explained, its
hard to write to a dying friend. One doesnt
know what to say. You have to get around
the difficulty with sort of joke. Duchamp
described his friend of over 40 years, as a
teammate, so to speak.
ตีมที่เอกซิบิชั่นเอามาขายคือความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน
อย่างไรที่งานของแต่ละคนเกี่ยวข้องกัน และมีผลกระทบ
ต่อกัน ซึ่งความสัมพันธ์ในแต่ละงานของแต่ละคน
นี่เหนียวแน่นและมีทิศทางเดียวตลอดทั้งชีวิตการทำงาน
ทั้งยังความคิด ความอ่านในชีวิตประจำวันของแต่ละคน
ความคิดเห็น การใช้ชีวิตซึ่งมีผลต่องานศิลปะของพวกเค้า
และที่สำคัญมีผลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหว
ของงานศิลปะของโลก
ค่าบัตรลดราคานักเรียนแล้วก็ยัง (โคตร )แพงคือเก้าปอน
แต่หลงอยู่ในนั้นประมาณสี่ชั่วโมงครึ่ง สนุกมาก ....
ไปแกลเลอรี่คนเดียวนี่เป็นความมันสุดยอดจริงๆ
เดินออกมาปุ๊ปหิวข้าว จนตาลาย ปวดหัว เป็นแนวๆว่า
โรคที่เกิดจากการบริโภคศิลปะมากเกินควรในเวลา
อันสั้น ..... (หรือโรคอ้วนไม่แน่ใจ )
3. Nerdy Neil
ดูคร่าวๆเหมือนว่าการเรียนจะไปได้ดี แต่ไม่เลยขอบอก
เพิ่งรันเวิคชอปของตัวเองไป แบบห่วยมาก เซงมาก
ไม่ขอกล่าวถึง แต่น่าคิดตอนที่ไอ้ต้นถามว่า แล้ว
มันจะเกี่ยวกับคะแนนรึเปล่า นั่นสินะ มันเกี่ยวรึเปล่า
รีเสิชก็เหียกๆ อ่านหนังสือแนวปรัชญาไม่รู้เรื่อง
กะลังคิดว่าต้องไปเรียนถาษาอังกฤษใหม่
แนวแบบ structure ประโยคที่ซับซ้อนคุยกับ
พี่น้องแล้วก็ปั้นพูดเหมือนกันว่าไม่ต้องเรียนแล้ว
เพราะหนังสือมันยากไป เนี้อหาก็พูดถึงสมอง
โยงไปถึงจิตใต้สำนึก โยงไปถึงความฝัน
ซับซ้อนมากเป็นทฤษฎีที่คนเขียนตั้งขึ้นมาจาก
การสังเกตของตัวเอง เป็นหนังสือของ
Sigmund Freud เรื่อง the joke and its
relation to unconscious กะลังจะตายแล้ว
คือกำลังหาคำตอบว่าความขำคืออะรมาจากไหน
แยกจำพวกได้เปนยังไงบ้าง แต่เราจะดูอยู่แค่
ความขำที่มันค่อนข้าง ironic แค่นั้น แต่ก็ต้อง
พยายามโยงเข้ากับ performance นิดๆเดี๋ยวจะ
เป็น fine art มากไป
ส่วน practice ก็ยังทำเรื่อง theatre เต็มๆ คือ
ใช้ทฤษฎีแบบว่าใช้ร่างกายของเราเป็นตัวนำคนดู
ไปสู่เรื่องต่างๆที่เป็น back ground เน้นไปที่
การจิกกัดเหมือนเดิมเหมือนเดิม
พูดไป theatre มีหลายแบบนะ musicalของพี่บอย
แห่งสงครามนางฟ้าก็เป็นอีกแบบนึง แต่ที่เรียนนี่
ลึกซึ้งกว่านั้นมากอาจจะดูติสๆมากหน่อย แต่
conventional theatre แบบพี่บอยนี่มันเป็นอะไร
ที่เก่าแล้ว มันหมายถึงการทำงานแบบตามสูตรเดิมๆ
แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ดีนะ เพราะใจจริง
ชอบ musical มากๆ แล้วอยากทำเสมอแต่ที่เรียนเนี่ย
เรียกว่าแน้นไปทาง live art มากกว่างาน theatre เดิ้นๆ
มักจะ minimal เสมอคิดง่ายๆเช่นถามว่าอันนี้
ทำไปทำไมแล้วตอบไม่ได้ก็ตัดออกเลย เช่นไม่มี
วงดนตรีเล่นสด (แบบหลอกๆ บางครั้งแบบพี่บอย )
แล้วก็นักแสดงมีน้อย แต่งชุดเดียวตลอด บางคนเล่นเป็น
หลายตัว ไม่มีฉากยุ่งยาก นักแสดงอยู่บนเวทีตลอดเวลา
มีการใส่โปรเจคชั่นกราฟิกที่มีความหมายเข้าไป
หรือเล่นแนวแบบวางกล้องไว้บนเวทีแล้วนักแสดง
ก็เล่นกะกล้องแล้วภาพก็ไลฟไปบนจออะไรทำนองนั้น
ฉากก็ไม่ต้องอลังการแบบสมจริง อาจจะเป็นแค่กล่องดำๆ
และเก้าอี้สองตัว แต่ความหมายในทุกการกระทำ คำพูด
ภาพที่เห็น ล้วนชัดเจนและสามารถไปคิดต่อได้ทั้งสิ้น
คือมากกว่าความสวยและความบันเทิง ค่อนข้างหวังว่า
สักวันจะได้ทำงานแบบนี้ให้คนไทยดู อาจจะต้องไม่ดู
ยากมากแบบที่นี่ จนต้องปีนบันไดลิงขึ้นไปดูเพราะ
มันติสมาก เอาแบบง่ายๆขำๆ ค่อยๆปลูกฝังเรื่องศิลปะ
ในสังคม ร่ายซะยาว ...
สรุปหมดเทอมนี้ต้องเขียนรีเสิชส่งเรื่องไอ้ขำๆนี่แหละ
พร้อม Literature review คืออ่านหนังสือไรไปบ้าง
ได้ไรมาบ้าง ทั้งหมดเพื่อเป็นหนทางสู่ dissertation
ปริญญาโท สุดยอดการเพิ่มรอยหยักแห่งสมองในเรื่อง
ไร้สาระ แถมยังต้องพรีเซน final show คือเทอมสุดท้าย
ทำทั้งดีสเซอและโชว์ของตัวเองตอนไฟนอลด้วย ......ตาย
4. re-habitation
ช่วงนี้กินเหล้าจัด ทำตัวเละเทะเลอะเทอะ แต่อยู่บน
ความรับผิดชอบ คงเป็นเพราะชีวิตมันช่างแสนจะเครียด
(โทษอะไรไปเรื่อย )
มีอคยู่วันนึงแบบหลังจากการแสดงเล็กๆของแต่ละคน
ก็เลยไปผับกันแนวกินเบียร์เล็กน้อยตามแบบฉบับ
คนอังกฤษแต่ที่ไหนได้ยาวเลย สามโมงถึงสามทุ่ม
ก็แยกย้ายกันกลับเพราะรุ่งขึ้นมีเรียนเช้า ....
แต่ไม่เท่านั้น เราไปบ้านไอ้เตี้ยเพื่อนคนไทยสมัยเด็กๆ
กินกันรอค้ำ (เพื่อนอีกคน ชื่อแปลกๆนะเนี่ยเพิ่งสังเกต )
ค้ำมาดึกเตี้ยเมาหลับ นั่งโฮกกับค้ำต่อถึงตีห้า กลับบ้าน
ถึงบ้านหกโมงนอนและเมา ตื่นแปดโมงไปเรียนเก้าโมง
บ่ายสามเรียนเสร็จไปผับต่ออีกเนื่องจากต้องรอดูงาน
ในแกลเลอรี่ของพวกเพ้นติ้ง รอเหล้าฟรีนั่นเอง
เป็นแบบเอางานมาแสดงมีเบียมีไวนฟรีให้ดี่ม อยู่งาน
จนถึงทุ่มนึงจนปิด ไปผับต่อ เนื่องจากเป็นวันสุดท้าย
ของเทอม อาจารย์ก็ไปด้วยกันหมด พยายามจะกลับ
หลายหนแบบไม่ไหวแล้ว แต่ก็นะ ถูกฉุดคร่า จน
ก็กลับตอนตีหนึ่งจนได้ น็อค ....
รุ่งขึ้นตื่นแปดโมงไปทำงาน ...ใช้ร่างกายซะคุ้ม ช่วงนี้ทำไม
เละเทอะแบบนี้หนา นี่เป็นแค่หนึ่งตัวอย่างเท่านั้น
คืนนั้นทุกคนเห็นหน้าจะพูดเหมือนกันว่า
Neil, you looks so fucked
แต่ขำดี จำไรไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าสตีวี่ส่งเมสเซส
มาว่า hiaaaaaaaaa
. xx : ) เลยโทรไปถามว่า
เอ่อเป็นบ้าไรครับพี่ ... ปรากฏตอนเมาไปสอนพวกมัน
พูดคำหยาบเป็นภาษาไทย กลุ้มจริงๆตอนนี้ทุกคนแบบว่า
ได้ text อีกจากสตีวี่ หลังจากส่งกันไปมาซักสองสามอัน
แบบสุภาพชนทั่วไป จนอันสุดท้ายว่า sorry to hear that
your job becoming so yed mae!!! โผล่มาวันละคำ
จำได้ลางๆว่าดั๊ก คืออาจารย์นะเนี่ย ถามว่า mother fucker
ภาษาไทยเรียกว่าไร ... ทั้งเพื่อนทั้งอาจารย์ถ่อยจังวุ้ย
อิอิ
6. architect shit
sneaked in the landscape designer office
next door, they're doing the project for
Zaha's new building in russia, creepy building
as always
ตอนนี้ถามตัวเองจริงจังว่าอยากทำงานสถาปนิกอยู่มั๊ย
สับสนว่าที่ไม่ชอบงานเพราะมันมีเจ้านายรึเปล่า
เราชอบจะควบคุมทุกอย่างเอง คือเป็นเจ้านายตัวเอง
รึเปล่า หรือว่าเกลียดอาชีพนี้ เพราะมันเป็นอาชีพที่
งานหนักเหลือเกิน ทำพาร์ททาม สามวันต่อวีค
เงินน้อย แต่ว่างานหนัก เจ้านายกลายเป็นคนว่างงาน
ทิ้งงานทุกอย่างไว้ที่พนักงานพาร์ททามอย่างผม
วันๆเจ้านายไม่ค่อยทำอะไรร่อนไปร่อนมา ไร้สาระ
พนักงานเหนื่อย แถมเรื่องส่วนตัวเจ้านายกะงาน
ก็แยกกันไม่ค่อยออก ไม่โปรเฟสชั่นแนลสุดๆ แถม
ค้นพบว้าเค้าดูเด็กๆพิกล ไม่ค่อยออแกไนซ
เลยเหนื่อยมาก แล้วชอบฉุดรั้งไม่ให้กลับบ้านแบบ
พอใกล้เวลาจะกลับมักจะมีไรให้ทำเพิ่มเสมอ
เลยเลิกเกือบสองทุ่มทุกวันทั้งๆที่ดีลมันห้าโมงเย็น
แต่ต้องทนทำไปก่อนเพื่อปากท้อง ...เหนื่อยจัง
ทำงานสามวัน เรียนสามวัน เหนื่อยนะ ถึงแม้ไม่
ได้ทุ่มเทกับการเรียนมากเท่าที่ควร แต่งานมันต้องทำ
ประสบการณ์ได้เพียบเนื่องจากเจ้านายขี้เกียจ
ก็ต้องทำงานเองหมด มันหยินหยาง ต้องบาล๊านซ
ทั้งสองอย่างให้ลุล่วงไป จับปลาสองมือใช่ว่าจะเลวร้าย
ลองดูซักตั้ง ....
during the site survey with p'kob stripey
เลยคิดว่าหลังเรียนจบคงอยู่ที่นี่ไปอีกสองปีตามที่
กฎหมายใหม่อนุญาต แต่ก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะแค่
สองปีหรือไม่ แล้วไม่รู้ว่าอยู่ต่อจะประกอบอาชีพอะไร
ต้องลองดู ... กังวลว่าอยากกลับไปอยู่กะอาร์นี่ แต่ว่า
คงต้องเก็บตังค์นิดๆก่อน ไม่งั้นกลับไปต้องเดือดร้อน
แม่แน่ๆ อายุยี่สิบนิดๆแล้ว (กล้าพู๊ด ) ต้องดูแลตัวเอง
นิ๊ดนึง ... นี่ก็สงสารปะป๊าอาร์นี่จริงๆโดนน้านิว
กรรโชกทรัพย์ ....
7. : )
อาร์นี่หลานน้า โตแล้ว จะขวบเห็นๆ น้าแสนขี้เกียจ
ไม่ได้อัพอะไรให้อ่านกันเกี่ยวกับอาร์นี่มานานมากๆ
อาร์นี่ยังเป็นเด็กดีเหมือนเดิม รู้เรื่องหมดแล้วด้วย
คุณแม่หนูเล่ามาช่วงนี้ชอบปีนไปนั่งตักคุณตาตอน
คุณตาอ่านหนังสือ ขี้อ้อนจริงๆ วันๆอยู่กะคุณตาคุณยาย
อาร์นี่ไปเที่ยวแพร่มาด้วย เพราะว่าไปงานแต่งงานน้า
น้ำหวาน ... คุณยายกะคุณตาไปกันตรึม ว่าแต่ไม่เห็นมี
ใครส่งรูปงานแต่งงานมาให้ดูเลยอ่า ...
เสาร์อาทิตย์นี้อาร์นี่ไปชะอำอีกตะหาก อาร์นี่ชอบเล่นน้ำ
อาทิตย์ที่แล้วก็พาไปว่ายน้ำที่คอนโด สนุกจริงๆเจ้าอ้วน
เอาคลิปไปดูก่อนแล้วกัน ....
Money VS Arnie
- - - - - - - - - - - - - - - - - -
ตอนนี้ชีวิตน้าเรื่อยๆ เฉื่อย ๆเอื่อยๆแต่ยุ่ง
ไม่มีเวลามามกมุ่นอยู่กับชีวิตเท่าไหร่
ใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ได้ใช้ชีวิตนะ
ใช้เวลา ความรู้สึกเศร้า เซ็ง ทุกข์ หลายๆ
เรื่องถูกจัดการไปอย่างง่ายๆ เกิดง่ายหายง่าย
ตามธรรมดา ....
rocket salad with japanese dressing
just vinega + jap soy sauce + syrup
with sesame seed as additional
home made kutsudon
ยังอยู่เป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมแหละ
I knew I hadn't met my match, But every moment we could snatch, I don't know why I got so attached, It's my responsibility, And you don't owe nothing to me, But to walk away I have no capacity
And in your way, In this blue shade, My tears dry on their own,
....